เมื่อพ่อแม่ป่วย แต่เรายังต้องทำงาน จัดชีวิตแบบ Working Caregiver อย่างไรให้ไหว ทั้งงานประจำ การดูแล และเวลาส่วนตัว
วันที่พ่อแม่เริ่มเจ็บป่วยหรือช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ชีวิตของลูกอาจต้องเพิ่มอีกหนึ่งบทบาทเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว จากคนทำงานกลายเป็นคนที่ต้องจัดการทั้งงานประจำ นัดหมายแพทย์ เตรียมอาหาร ดูแลเรื่องความสะอาด ไปจนถึงคอยสังเกตอาการในแต่ละวัน
เมื่อหน้าที่ของ Working Caregiver ต้องเดินไปพร้อมกับการทำงานเต็มเวลา สิ่งที่เหนื่อยจึงไม่ใช่แค่จำนวนงาน แต่คือการต้องสลับบทบาทอยู่ตลอดเวลา การดูแลให้ไหวในระยะยาวจึงไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คือการ จัดระบบชีวิตให้งาน การดูแล และเวลาของตัวเองสามารถอยู่ร่วมกันได้
1. แยกสิ่งที่ต้องทำ กับสิ่งที่รอได้
เมื่อมีหลายเรื่องต้องจัดการพร้อมกัน ลองแบ่งกิจวัตรออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ สิ่งที่ต้องทำตรงเวลา สิ่งที่เตรียมล่วงหน้าได้ และสิ่งที่สามารถขอความช่วยเหลือจากคนอื่นได้เช่น การให้ยา การพาไปพบแพทย์ หรือการดูแลตามคำแนะนำของแพทย์ควรเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่การเตรียมเสื้อผ้า อาหาร หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถจัดไว้ล่วงหน้าได้ วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจเรื่องเดิม ๆ ซ้ำตลอดทั้งวัน
2. จัด Care Routine ให้เข้ากับตารางงาน
แทนที่จะพยายามดูแลทุกอย่างตลอดเวลา ลองกำหนดช่วงเวลาหลักสำหรับกิจวัตรที่จำเป็น เช่น ช่วงเช้าก่อนทำงาน ช่วงพักกลางวัน และช่วงเย็นหลังเลิกงาน หากทำงานจากที่บ้านอาจกำหนดช่วงเวลาสั้น ๆ สำหรับเช็กความเรียบร้อยเป็นระยะ เพราะการมี Routine ที่ชัดเจนจะช่วยให้ทั้งคนดูแลและผู้สูงอายุรู้ว่าช่วงไหนคือเวลางาน และช่วงไหนคือเวลาสำหรับการดูแล
3. ใช้อุปกรณ์ช่วยดูแลให้เหมาะกับกิจวัตร
สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องนอนพักเป็นเวลานาน การจัดท่าหรือช่วยประคองร่างกายอาจเป็นหนึ่งในกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำ อุปกรณ์ที่เหมาะสมจึงสามารถช่วยให้การดูแลเป็นระบบและสะดวกขึ้น อาทิ หมอนรองจัดท่าที่สามารถใช้ช่วยรองรับและจัดท่าบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายตามความเหมาะสม หรือสายรัดต้นขาที่ใช้เป็นตัวช่วยในบางกิจวัตรที่ต้องประคองหรือจัดตำแหน่งขา ทั้งนี้ควรเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับสภาพร่างกาย และใช้งานตามคำแนะนำอย่างถูกวิธี
4. อย่าพยายามเป็น Caregiver เพียงคนเดียว
หากมีพี่น้อง คู่ชีวิต หรือสมาชิกในครอบครัว ลองแบ่งหน้าที่กันตามความสะดวก บางคนอาจช่วยพาไปพบแพทย์ บางคนช่วยซื้อของใช้ หรือช่วยดูแลในช่วงเวลาที่เราไม่สามารถอยู่บ้านได้ เพราะแม้แต่การแบ่งงานเล็ก ๆ ก็ช่วยลดภาระสะสมของคนดูแลหลักได้ และหากมีบางอย่างที่สามารถขอความช่วยเหลือจากภายนอกได้ การยอมรับความช่วยเหลือไม่ได้แปลว่าเราดูแลพ่อแม่ไม่ดีพอ แต่ช่วยให้เราดูแลได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น
5. เวลาส่วนตัวไม่ใช่สิ่งที่ต้องรู้สึกผิด
เมื่อมีทั้งงานและการดูแลอยู่เต็มวัน เวลาของตัวเองมักเป็นสิ่งแรกที่ถูกตัดออก แต่การพักไม่ใช่รางวัลหลังจากทำทุกอย่างเสร็จ เพราะในความเป็นจริงงานดูแลอาจไม่มีวันเสร็จทั้งหมด ให้ลองกำหนดเวลาสั้น ๆ ให้ตัวเองในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าวโดยไม่ทำงาน เดินเล่น ฟังเพลง หรือพูดคุยกับเพื่อน เพราะช่วงเวลาเหล่านี้ช่วยให้เราได้กลับมาเป็นตัวเองนอกเหนือจากบทบาทคนดูแล
Working Caregiver ไม่จำเป็นต้องไหวทุกเรื่อง
การดูแลพ่อแม่ควบคู่กับการทำงานอาจไม่สามารถทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบได้เสมอไป สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คือ การจัดลำดับความสำคัญ วาง Routine แบ่งหน้าที่ และเลือกตัวช่วยที่เหมาะกับแต่ละวัน เพราะการดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดใช้ชีวิตของตัวเอง แต่คือการหาวิธีให้ งาน การดูแล และเวลาส่วนตัวสามารถเดินไปด้วยกันได้ โดยที่คนดูแลเองก็ยังมีแรงสำหรับวันพรุ่งนี้